อัตราเงินเดือนพนักงานมหาวิทยาลัย เป็นเรื่องจนเกิดเป็นเครือข่ายแจ้งข่าวคราวในสิ่งที่เราควรได้รับ ซึ่ง... คนเราก็คิดไม่เหมือนกัน (แม้แต่คนเดียว)
เรียกร้องมั้ย เราก็ไม่ปฏิเสธนะ แต่เรียกร้องบไปด้วยเพราะเราทำงานเกินหน้าที่ต่างหาก
ถ้าให้เรามาสอนๆๆอย่างเดียว มีงานวิจัยบ้างออกสองสามปีครั้ง เราคงไม่อยากไปเรียกร้องอะไรนัก เงินภาษีคน เอามาแล้วต้องส้รางคนดีๆออกไปพัฒนาชาติด้วยสิ แต่ในเมื่อต้องเตรียมสอน (ต่อให้หลับสมองก็ยังต้องทำงานอยู่) แล้วยังต้องนั่งทำเอกสารเป็นตั้ง ๆ ที่ควรจะเป็นหน้าที่ของฝ่ายสนับสนุนด้วย วิจัยก็ต้องทำ ซึ่งวิจัยดีๆสักเรื่องต้องอ่านหนังสือไม่รู้กี่ร้อยเล่ม แล้วเราเป็นคนอ่านหนังสือช้ามากๆ (แต่หนเดียว จำได้ตลอดชีวิต) จะเอาเวลาไหนไปอ่านหนังสือมาทำวิจัย
 
ถ้างานวิจัย ต้องมาคู่กับ อาจารย์ - ไม่ชอบงานวิจัย เพราะเป็นคนที่รู้สึกว่า ถ้ามันไม่มีคุณภาพก็อย่าปล่อยมาเลย เสียชื่อเปล่าๆ แต่... พอดี "อาจารย์" เป็นอาชีพที่อยู่ความคิดสุดท้าย แต่ดันเลือกไม่ได้เลยต้องมาทำ ใครที่ไม่ได้งานทำง่ายๆน่าจะเข้าใจ ว่าการที่เราได้ทำอะไรที่อยากทำ มันไม่ได้เป็นทุกคน แต่พูดประเด็นนี้ไป เรากลายเป็นคนผิดขึ้นมาทันที หาว่าเราเลือกงานซะงั้น ช่วยดูใบสมัครทีเหอะ ว่าอะไรที่คิดว่าทำได้ สมัครหมดแหละ แล้วก็ไม่เคยโกหกมั้ง เลยไม่มีใครให้งานทำ อย่างภาษา ในฐานะที่จบนอก แต่เราก็มั่นใจว่าเราไม่ถึงขั้น Excellent แค่พอใช้ได้ (Fair) เราก็เขียนไปตามนั้น แต่กลับรู้สึกว่า บางคนที่อังกฤษไม่ได้ดีมาก อ่านรู้เรื่องบ้างไม่รู้เรื่องบ้าง พูดได้บ้างไม่ได้บ้าง ก็ใส่ว่า Good ขึ้นไป กันหมด
และเชื่อว่าอาจารย์ส่วนมากทำงานวิจัย เนื่องจาก 2 กรณี คือ ถูกบังคับ และมีเงินมาล่อใจ คือ... ถ้าเค้าทำอาชีพนี้ ไม่ต้องบังคับหรอก จุดนึงงานวิจัยก็จะออกมาเอง แค่ไม่ใช่ทุกปี จะบังคับไปทำไม ถ้าอยากได้วิจัยคุณภาพดีๆ??
เรื่องเงิน มักจะมาคู้กับนโยบายของสถาบันต้นสังกัด ซึ่ง... ต่อให้ไม่ง้อเงิน ก็โดนนโยบายบังคับอยู่ดี ถ้าอยากได้วิจัยกะหลั่วๆ ก็จะจัดให้แล้วกันนะ ซึ่งวัดจากเงินที่นักวิจัยควรได้ หารจำนวนเดือนแล้ว ไม่คุ้มเอาอย่างมากมาย คือ กุเอาเวลาทำวิจัยไปหารายได้อื่นยังได้มากกว่าเลยอะ ถ้าไม่แคร์ว่าวิจัยจะได้ชื่อเสียงนะ
หลายคนที่ให้นักศึกษาช่วยงาน ถามว่าเราใช้มั้ย ณ เวลานี้บอกว่าไม่ใช้  ไม่ใช่เพราะงกเงินนะ แต่เพราะเราทำเองก็รู้เรื่องเอง แต่วันนึงคงต้องหานักศึกษามาช่วยทำบ้างแล้ว เพราะบางเรื่องเราทำเองคนเดียวได้ไม่หมดถ้าอยากได้งานที่ดีๆ - -"
 
ส่วนเรื่องเงินเดือนที่แทบจะตีกันเองในองค์กรระหว่างข้าราชการระบบเก่ากับ พนักงานมหาวิทยาลัย อันนี้ บอกตรงๆว่า เห็นด้วยกับหนังสือเล่มนึงที่ซื้อมาอ่านเลย "เป็นมนุษย์เงินเดือนยังไงให้รวย" เค้าบอกว่า มีเงินเดือนเท่าไหร่ก็ไม่เหลือ ถ้างานที่เราทำ ไม่ใช่งานที่เรารัก (หรือเรายังทำให้รักงานที่ทำไม่ได้) เพราะถ้าเกลียดงานเงินที่เราได้มาก็เอาไปใช่ซื้อความสุขอย่างอื่นจนหมดอยู่ดี - คนที่พอกินพอใช้ กี่ร้อยกี่พันบาทก็พอใช้ แต่ถ้าไม่พอใช้ มีเป็นแสนก็หมดตัวได้ - ไม่รู้ว่าเคยคิดกันบ้างรึเปล่าว่า ถ้าอยู่เอกชน คุณจะเรียกร้องอะไรได้บ้าง? เรียกมากก็โดนบีบออก
 
อีกกรณีที่บอกว่า เป็นกลุ่มคนใช้สมอง สร้างคนไปพัฒนาชาติ เอาแค่คิดจะสอนเกินชั่วโมงให้ได้เงินเบิกโหลด ก็ไม่ควรจะเรียกว่าใช้สมองแล้ว คนกลุ่มนี้หรือที่ควรจะมาเรียกร้องเงินเพิ่ม??
เชื่อว่าอาจารย์ดีๆ ที่เห็นนักศึกษาสำคัญกว่าเงินยังมีอีกเยอะ แต่คนเหล่านี้มักจะอยู่กันไม่ได้ หรือไม่ก็ต้องอยู่เงียบๆ
สำหรับเรา กับเงินเดือนที่เพิ่มขึ้นตามสิทธิ์ แบบไม่ต้องทำวิจัย ก็พอแล้ว ค่อยๆเก็บ ค่อยๆใช้ แล้วทำหน้าที่ของคนที่เป็นอาจารย์ให้ดีที่สุดก่อน เรื่องเงินไว้ค่อยเรียกร้องทีหลัง เมื่อวันที่นักศึกษาที่เราปล่อยไป เป็นกำลังสำคัญหลักของประเทศได้จริงๆ เอาชัดๆคือ กุขอทำแค่หน้าที่สอน อย่างเดียวให้ไม่จิตตกเวลาสอนได้เป็นพอ เมื่อไหร่ที่ออกสื่อได้ กล้าเถียงคนแบบมีหลักการมากกว่านี้ วันนั้นก็คงจะเรียกร้องสิทธิ์ถึงที่สุดเหมือนกัน...
 
แต่ต้องมั่นใจก่อนว่ามีที่ให้ครอบครัวลี้ภัย(การศึกษา)ไปอยู่ด้วย 5555++
 
นักศึกษา คือผลประโยชน์ระยะยาว เพราะเป็นลูกค้าที่เกิดจากความสัมพันธ์ ของคนในวัยที่อยู่ในช่วงกำลังจะออกโลกความจริง ซึ่งเมื่อไปแล้วเค้าจะแกร่งจนกล้าต่อล้อต่อเถียง แต่จะเป็นน้อยกว่าเมื่องเค้ากลับไปหาคนที่เคยสอนเค้ามา... ในขณะที่ ลูกค้าวัยมัธยมจัดว่าเด็กไป และวัยที่สูงกว่า ป.ตรี ก็ไม่ต่างกับลูกค้าธรรมดาที่ ไม่พอใจ ก็ไม่ง้อ... การสอนที่ดี และเปลี่ยนคนเป็นคนดีได้ ถึงสำคัญกว่าการได้เงินเยอะๆ...
 
ไม่ต้องขึ้นเงินเดือนให้ก็ได้ ถ้าคนสอน...
  • ไม่ต้องทำ มคอ. สักกะอันเดียว (จัดเจ้าหน้าที่มาช่วยสิ ค่อยบอกให้ทำ)
  • ไม่ต้องวิจัยในชั้นเรียนทำไปก็เท่านั้น (คนเรียนเหมือนกันซะที่ไหน)
  • ไม่ต้องบันทึกการสอนไปส่งให้ใครดู (ทำไว้ดูเองพอว่าจะปรับอะไรยังไง)
  • ไม่ต้องทำอะไรมากไปกว่า อ่านหนังสือเยอะๆ แล้วถ่ายทอดให้เป็น มีเอกสารประกอบนิดๆหน่อยๆ
  • ไม่ต้องทำตำแหน่งวิชาการ (ถ้าทำแล้วไม่เจ๋งพอ แต่มันคนละอย่างกับ อีโก้ นะ)

ดูเหมือนจะขี้เกียจนะ แต่... ในเมื่อเรารู้ว่าอะไรที่ยังไม่ดีพอ ทำให้มันดีจริงๆไปทีละอย่างไม่ดีกว่าเหรอ???

Comment

Comment:

Tweet

Favourites

free counters