หมอดู คู่ หมอเดา...

posted on 28 Jan 2012 21:37 by mystery88  in Thinking
เชื่อตัวเอง กับ มั่นใจในตัวเอง มันคนละเรื่องกัน...
 
เมื่อเรา "เชื่อตัวเอง" เชื่อว่าชะตาชีวิตเป็นของเรา เราเท่านั้นที่จะเป็นคนกำหนด ในขณะที่คนรอบด้านเชื่อคำพูดคนอื่นทั้งที่ยังไม่แน่ใจ และไม่ทันได้นึกถึงว่า คนที่พูดทำนายนู่น เดานี่ จะมองจากความเป็นไปได้มากกว่าจะบอกว่ามองเห็นอนาคต หรือคำณวนจากวันเดือนปีเกิด วันเกิด หรือราศี...
 
ส่วน "มั่นใจในตัวเอง" มันคือความกล้าที่จะแสดงออก กล้าที่จะทำ และตัดสินใจ โดยไม่แคร์ว่าใครจะคิดอะไรยังไง แต่คิดแค่ว่าจะทำ อยากทำ และอยากให้คนอื่นเห็น เพราะฉะนั้น คนที่ "เชื่อตัวเอง" ไมจำเป็นต้องเป็นคนที่ "มั่นใจในตัวเอง" เสมอไป และคนที่ "มั่นใจในตัวเอง" อาจจะไม่มีความ "เชื่อตัวเอง" เลยก็เป็นไปได้เช่นกัน
 
ในเมื่อทุกอย่างเป็นไปได้... สิ่งที่ไม่น่าเกิดที่คนหนึ่งคนพูดถูก ก็กลายเป็นนักทำนายอนาคตขึ้นมาถนัดตา ยกเคสเลยแล้วกัน... พื้นที่บ้านน้ำไม่เคยท่วม มันยังท่วมเลย แล้วถ้ามีคนพูดว่ามันท่วม ก่อนที่จะน้ำจะมาในระยะที่เรียกว่ายังรับมือทันถ้าตื่นตัว แต่ไม่มีใครเตรียมอะไร น้ำมาเข้าจริง ๆ คนที่พูดแทบจะกลายร่างเป็นเทวดาไปเลย
อีกเรื่องคือ ถ้าทำนายว่าจะดีอย่างนู้น ดีอย่างนี้ แต่เราไม่ทำอะไร มันก็ไม่เกิดขึ้นจริง แล้วก็บอกว่าคนพูด คนทำนายไม่แม่น ใช่มั้ยล่ะ?? เพราะทั้งหมดมันขึ้นกับสิ่งที่เราทำต่างหาก ชะตาชีวิตทำไมเราฝืนไม่ได้ ในเมื่อมันเป็นของเรา ซึ่งมันคือ ส่วนของจิตใจ จะเรียกว่าจิตใต้สำนึกก็อาจจะใช่มั้ง คือ ไม่ต้องแสดงให้ใครเห็นไง
 
ไม่มีอะไร มาเขียนเตือนตัวเองเฉย ๆ ว่าให้มั่นคงกับสิ่งที่เราเชื่อ และทำให้จิตนิ่งพอที่จะสั่งให้ทุกอย่างเป็นไปตามที่ใจปรารถนาเหมือนตอนสั่งไพ่ทำนายให้ตอบในสิ่งที่อยากได้ยิน...
แต่จะดีกว่าถ้าใช้วิธีเดียวกันนี้สั่งคนอื่นได้โดยไม่ต้องพูด หรือแสดงอะไรให้ใครเห็นแม้แต่นิดเดียว

edit @ 28 Jan 2012 21:58:45 by เขียนหาเรื่อง

สวัสดีวันครู... เกือบจะ 5 ปีแล้ว ก็ยังรับไม่ได้อยู่ดีกับอาชีพนี้
 
แอบอยากกลับไปโรงเรียนเก่า เพื่อบอกว่า นู๋เป็น อ. มหาลัย เผื่อจะมีคุณครูท่านไหนสักคนสองคนให้กำลังใจว่า ทำต่อไปเถอะ เพราะรู้สึกโลภ (มว๊าาากกกก) เงินไม่พอใช้ (ทำทุนตั้งธุรกิจ) และรู้สึก (ไปเองมั้งว่า) ศักยภาพมีไปก็ใช้ได้ไม่เต็มที่ (เพราะโดนปิดกั้นโอกาสแสดงฝีมือไปเยอะ พอแสดงฝีมือขึ้นมา คนหมั่นไส้ก็คอยแกล้ง ไม่ให้ความร่วมมืออีก ระดับทำงานในมหาลัยนะเมิง ยังกล้าชั่วกันเหรอ???) ทำเอาอยากเปลี่ยนงานเอาอย่างมาก ทั้งที่รู้ว่าไม่มีอาชีพไหนมั่นคงได้เท่านี้ก็ตาม... ถ้าไม่คิดมากก็ ทำ ๆ ไปเหอะ ทุกงานแหละที่คนในอยากออก คนนอกอยากเข้าน่ะนะ
 
แต่วันนี้จะมีใครทำงานบ้างน้อ ???
มีไม่กี่โรงเรียนที่เปิดเรียนปกติ แต่ก็คิด (ไปเอง) ว่าน่าจะมีเยอะพอแหละเพราะปิดน้ำท่วมไปนานแล้ว ขืนหยุดอีกจะเรียนกันไม่ทันเอา
สุดท้ายนั่งปั่นงานแทน เพราะเวลาไม่เรียกงาน ไม่มีประชุม คนตามงานก็หายหัว หายหน้ากันไปพักนึงจริง ๆ เงียบเชียบ แต่พอมี ก็ดันทะลึ่งโผล่มากันอย่างพร้อมหน้าพร้อมตากัน แบบจัดเวลาซ้อนกันจนอยากแบ่งร่าง และรวบเก็บร่างได้ (คือ.. หาคนมาเพิ่มให้ตรูได้ป๊ะล่าาาา)
 
ไม่คิดจะไหว้ใครจริง ๆ จัง ๆ โดยเฉพาะเพื่อเป็นการสร้างภาพ (ถ้าทำเป็น คงมีงานนอกแห่เข้ามาเยอะแยะแล้ว) ถึงจะห้อมล้อมด้วยบรรดาอาจารย์ที่อายุเยอะกว่าอยู่มากมายก็ตาม (เราคิดแบบฝรั่งเกินไปหน่อยมั้ง ว่านี่คือเพื่อนร่วมงานมากกว่า) ส่วนวันครูแบบนี้ เราเองก็อารมณ์แบบ ระแวง ๆ เดินหลบ ๆ หลีก ๆ นักศึกษา ประมาณว่า เมิงอย่ามาไหว้ตรูนะ ทำหน้าไม่ถูกกกก เพราะไม่ชอบ... อายุนักศึกษาก็คราวน้องทั้งนั้น (ชั้นยังม่ายแกร่... ไม่ต้องไหว้ก้อดร้ายยยยยย) แคัทักทายกันปกติ เข้าเรียนทุกคาบ ส่งงานทุกครั้ง ตั้งใจเรียน (ถึงจะมาสอนแบบสอนเท่าที่รู้ และให้เท่าที่มีให้ได้) แค่นี้เราก็ถือว่าเคารพแล้ว (เวลาเดินห้างงงง อันนั้นยิ่งห้ามทักเด็ดขาด... ไม่งั้น ถึงตายยยยยยย)
คิดว่าสิ่งที่คนอาชีพนี้ทำกับเรา มันยังจารึกอยู่ในซีรีบรัมแบบเข้ารหัสแล้วลืมรหัส ชนิดกู้คืนไม่ได้ด้วยเลยมั้ง เพราะฉะนั้น สิ่งที่มันฝังใจ ทั้งเรื่องดีและไม่มี สามารถเกิดตั้งแต่เด็กอนุบาลที่เพิ่งเข้าโรงเรียน ไม่ใช่เข้าโรงเรียนประถม (อย่าคิดว่าเด็กอนุบาลไม่รู้เรื่องนะ) ครูที่ไม่มีจรรยาบรรณพอก็ทำให้สูญเสียพลังจากกำลังสำคัญในการพัฒนาประเทศไปได้เหมือนกัน อะไรที่เกิดไปแล้วไม่ดี มันกู้คืนให้ดียาก...
 
ถ้าย้อนเวลากลับได้ ก็คงไม่ย้อนหรอก เพราะมันมีเส้นบาง ๆ ที่กันคำว่าเด็กและผู้ใหญ่อยู่ เด็กทำอะไรก็ผิดหมดแหละ ถ้าผู้ใหญ่บอกว่าผิด  (และวันนี้ก็ยังเป็นอยู่ เมื่อไหร่สังคมไทยจะเปลี่ยนวิธีคิดแบบนี้ซักทีวะ) แต่ถ้าคุณครูท่านนั้นยังอยู่ และคนอื่น ๆ ที่ทำอาชีพนี้ด้วย อยากจะบอกว่า หัดฟังเสียง และเหตุผลของเด็ก (อนุบาล) ซะบ้าง อย่าเอาคำว่า "ผู้ใหญ่" มาใช้มากจนเกินไป (เด็กมันจะเคารพซะอย่าง ผู้ใหญ่ทำผิดแค่ไหนก็ยังเคารพแหละน่า แต่ถ้ามันไม่เคารพ ดีแค่ไหนก็ไม่เคารพหรอก) ถ้ามัวแต่คิดกันว่าปล่อยเด็กแสดงความคิดเห็นจะทำให้เสียความเคารพล่ะก็ ขอบอกว่าคิดผิดมากกว่ามั้ง...
 
นับได้เลยว่าตลอดชีวิตของการเรียน จัดมาตั้งแต่อนุบาลยันจบมหาลัย
มีแค่ไม่กี่คนที่ชั้นกล้าเรียกว่า "คุณครู" ได้เต็มปากเต็มคำ...
 
และคนที่ชั้นไม่กล้าพูดว่าเค้าเป็น "ครู" ได้เต็มปาก คือตัวอย่างที่มันจะต้องไม่เกิดขึ้น
อย่างน้อยก็ในระยะที่ชั้นยังอยู่ในฐานะของผู้ถ่ายทอดความรู้...
 
ชอบเขียนยาว ๆ เพราะคนไทย (ส่วนมาก) ขี้เกียจอ่าน จะเขียนกระทบใครหรือใครจะทะลึ่งร้อนตัวแสดงตน ก็ไม่ค่อยมีใครสนใจดี 5555+
นโยบายมหาประลัยที่ให้อาจารย์ทำงานวิจัย (รู้สึกว่า โรงเรียน ปกติก็เริ่มแล้วเหมือนกัน) เป็นงานรอง (งั้นช่วยเอางานอื่นออกไปจากภาระหน้าที่ตรูด้วยสิ) ปัญหาที่เอามาทำวิจัยในชั้นเรียน ก็เป็นเรื่องปกติที่ยังมีข้อสงสัยต่าง ๆ นานา ว่าจะนับเป็นงานวิจัยระดับประเทศได้มั้ย มันใช้ได้ผลในระดับไหน ตราบใดที่ผู้เรียนมีพื้นฐาน ที่มา และนิสัยต่างกันทุกนรุ่น ทุกคน... แต่วิจัยตามปีงบประมาณให้เป็นสิ่งที่เรียกว่า ความฝันและรายได้เสริม ของบรรดาอาจารย์ (ไม่นับคนที่ออกทุนเองนะ) เนี่ยที่จะเกิดข้อสงสัยได้มากกว่าว่า ทำมาเพื่ออะไร แล้วมันไปอยู่ไหนกันหมด??? ที่ว่าเพื่ออะไร ก็แล้วแต่จะคิดกันเพราะมีหลายสาเหตุ แต่ที่นี้จะกล่าวถึงเฉพาะส่วนของงานวิจัยที่ออกมาเป็นรูปเป็นร่างแล้วเท่านั้น มาดูกัน...
 
1. ขึ้นหิ้ง เพราะ...
1.1. ไม่มีโรงงานหรือสถานประกอบการไหนกล้าเสี่ยงนักในการเอาไปลองต่อยอดขยายผลเป็น Mass Product เพราะการวิจัยเป็นการทำในแล็บ หรือทดลองในจำนวนจำกัดที่ไม่รู่ว่าถ้าเข้าระบบอุตสาหกรรมแล้ว จะยังได้ผลเหมือนตอนวิจัยไว้มั้ย
1.2. ตัวงานวิจัยเอง ไม่สามารถตอบโจทย์ที่ครอบคลุมทั้วประเทศ หรือวงกว้างได้จริง ๆ พูดง่าย ๆ คือ ความน่าเชื่อถือนั่นเอง... (จบข่าว... เด่วตรูเดือดร้อนนน)
1.3. เรื่องเงิน... (จบป่ะ?? ชัดป่ะ??)
1.4. ภาระหน้าที่ของความเป็น "อาจารย์" ที่มิอาจทราบได้ว่ามันผู้ใดเป็นผู้กำหนด และบังคับให้ "อาจารย์" ต้องมีงานวิจัย... ซึ่ง "อาจารย์" หลายๆท่าน (รวมตรูด้วย) ไม่มีทักษะ หรือความเป็นคนช่างเขียนเชิงวิชาการ เขียนผิด ๆ ถูก ๆ มาก็บอกว่าไม่ใช่ภาษาวิชาการอีก รวมทั้งบางแขนงวิชาโดยเฉพาะกลุ่มวิชาปฏิบัติ ไม่สามารถทำออกมาในลักษณะงานวิจัยเต็มรูปแบบได้ ก็ยังจะดันทุรังให้ทำ
1.5. นักวิจัยอยากได้ชื่อเสียงมากกว่าการทำผลงานที่เอาไปใช้ได้จริง เพราะมีนโยบายบังคับให้งานวิจัยมีการเผยแพร่ ก็ดีนะ แต่...

2. ใช้ประโยชน์ ได้ยังไง และทางไหนบ้าง?
2.1 เผยแพร่ ประกาศให้โลกรู้ว่าหัวข้อนี้ ชั้นคิด ชั้นทำ แล้วนะ
2.2 เป็นความรู้ เพื่อให้เกิดทฤษฎีใหม่ หรือเกิดการต่อยอดการพัฒนาในเชิงการศึกษา พัฒนาคุณภาพชีวิตและสังคม และส่งเสริมระบบการผลิต
2.3 ถ่ายทอดสู่ชุมชน เพื่อเป็นการช่วยเหลือ และพัฒนาชุมชนให้อยู่ได้ด้วยตนเอง ไม่ต้องวิ่งเข้าเมืองมาแออัดหางานทำ ของดีต่างจังหวัดมีเยอะแยะไป

3. ไปเที่ยวต่างประเทศ เกี่ยวยังไง??
3.1 สร้างเครือข่าย (ดูดี... เนอะ) เผื่อมีนักวิจัยฝรั่งคนไหนสนใจอยากร่วมทำด้วย หรืออยากมาทำวิจัยในประเทศไทย แหม น่าจะสนับสนุนกลุ่มนี้ด้วย จะได้เกิดรายได้จากการท่องเที่ยวไปด้วยซะเลย
3.2 แสดงศักยภาพคนไทยสู่ต่างแดน นักวิจัยไทยเก่ง ๆ ที่ยังรักประเทศไทยยังมีอยู่เยอะนะ
3.3 เรื่องเงิน และชื่อเสียง (ไม่พ้นเรื่องนี้อยู่ดีแหละวะ)

ประตูบานที่ใช่...

posted on 31 Dec 2011 19:20 by mystery88  in Thinking
พูดว่า "จะลาออกๆ มักจะเป็นคนที่อยู่ยาว ๆ" สงสัยว่าจะจริง ทั้ง ๆ ที่นับวันความเป็นอาจารย์นิสัยไม่ดีชักจะมีมากขึ้นเรื่อย ๆ นอกจากไม่พัฒนาการสอนแล้ว (เพราะพยายามไปก็ไร้บอยกับ นศ. ที่ไม่ค่อยจะใส่ใจ) ยังพยายามโดดสอนด้วย (แค่รู้สึกว่าเป็นคนที่สอนคนอื่นไม่ค่อยรู้เรื่องนักเพราะเรียนรู้เอาเองเกือบทุกเรื่อง ไปหาในเน็ตเอาเองดีกว่ามั้ยคระคุณนศ. -- ที่กูเอามาสอน ก็จากเน็ตเกือบหมดนั่นแหละย่ะ) กลับรู้สึกถึงความกลัวการทำงานที่อื่นขึ้นมาซะงั้น ทั้งที่ใจอยากไปลองหน้าที่อื่นที่การสังกัดอยู่ในมหาลัยไม่มีทางได้ทำจนกว่าผู้อาวุโสทั้งหลายจะเกษียณกันไปหมดแล้ว
 
อ่านดวงปีนี้ บอกว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงเรื่องงาน (แอบดีใจ) แล้วปิดด้วยปัญหาเรื่องงานประมาณนี้ (จำรายละเอียดไม่ได้) เอ๊ะ ยังไง??? แถมด้วยเฟสบุคปรับโฉมเป็น Timeline ซึ่งอันตรายมากสำหรับการตั้งค่าสาธารณะ เลยเห็นตั้งแต่อดูตว่าเคยโพสอะไรไว้ และเหลือบไปเห็นโพสอันนึงก่อนที่เพื่อนร่วมชะตากรรมบนลานน้ำแข็งจะย้ายถิ่นฐานไปประจำ ณ บ้านเกิดเมืองนอนทางใต้ของประเทศไทย หัวข้อประมาณว่า เปรียบเทียบชีวิตกับประตูบานที่ใช่ ...
 
ประตูที่เราเปรียบเทียบกับชีวิตนี้ เราไม่มีทางรู้เลยว่าบานที่เราเปิดเข้าไปแล้วมันคือบานที่ใช่มั้ยจนกว่าเราจะเปิดเข้าไปบานอื่นๆ แล้วถ้าวันนี้และตรงนี้มันคือประตูบานที่ใช่ แต่ถ้าเรากลับเลือกที่จะออกแล้วไปเปิดบานอื่นล่ะ
ประตูที่หมายถึงนี่ เปิดเข้าและออกได้ครั้งเดียว เพราะหลายๆสาเหตุ
1. ระยะเวลาที่เราเข้าไปและออกมา มันคือเวลาของชีวิตที่เสียไปแลกกับประสบการณ์ และอายุที่เพิ่มขึ้น ถ้ารู้เร็ว เปลี่ยนประตูบานใหม่ทันก็โชคดีไป แต่ระยะเวลาแค่ไหนล่ะที่เราจะมั่นใจว่ามันไม่ใช่จริงๆ
2. HR และนายจ้าง มักต้องการคนที่อายุน้อยๆ เพราะไฟแรงกว่า และประสบการณ์น้อย กดเงินเดือนได้เต็มที่ในขณะที่ได้งานพอๆกับคนมีประสบการณ์มาบ้างแล้ว
3. มีหลายๆอาชีพที่ไม่ได้เปิดโอกาสให้เป็นกันง่ายๆ ซึ่งถ้าออกไปแล้ว โอกาสได้กลับเข้าไปก็ไม่ใช่เรื่องง่ายๆด้วยเหมือนกัน หรืออาจจะมีแค่โอกาสเดียวทั้งชีวิตก็ได้
 
ถึงจะพยายามบอกว่าไม่แคร์กับการที่ย้อนกลับเข้าประตูเดิมไม่ได้ เพราะยังมีงานอีกหลายสายงานที่อยากลองทำ อยากเรียนรู้ ซึ่งแต่ละเรื่อง แต่ละหน้าที่นั้นต่างกันอย่างสิ้นเชิง (เอาชัดๆคือบุคลิกแบบเจ้าของกิจการที่รู้ทุกเรื่อง และทำได้ทุกอย่าง แต่ขาดแค่เงินทุน) แค่ว่าจะได้รับโอกาสให้แสดงฝีมือมั้ยเท่านั้นแหละ

แต่... ถ้าได้ลองเข้าประตูอื่นแล้วกลับไม่ใช่หนักกว่าเก่า หรือพบว่าบานไหนสักบานที่เราปิดและล็อกไปแล้วมันคือบานที่ใช่ที่สุด มันแย่กว่าการที่ไม่เปิดประตูนั้นเพราะเราคิดว่ามันไม่ใช่ซะอีกนะ
 
ถ้าเป้าหมายเราคือ CEO (ขององค์กรที่ไม่ใช้ระบบแบบมหาลัย หน่วยงานรัฐวิสาหกิจ หรือหน่วยงานที่ตำแหน่งเลื่อนขึ้นไปตามอายุงาน และความอาวุโส) คงจะสูงเกินไป เพราะอีกชาติกว่า ๆ ก็คงไม่ได้เป็นถ้ายังสิงสถิตในเมืองไทยที่ที่ CEO ส่วนมากมาจากลูกหลานเจ้าของกิจการกันทั้งนั้น เอาเป็นว่า แค่ได้เป็นเจ้าของกิจการเล็ก ๆ ที่มีสาขาทั่วประเทศสัก 3-5 สาขา กับการได้เงินเข้า (มากกว่าออกจาก) บัญชีหลักล้าน (ไม่ต้องขนาดสิบล้าน ร้อยล้าน) เป็นกิจวัตรก็พอ
 
... ความพอดีมันเกิด และมีในแต่ละบุคคล
           แต่สังคม วัฒนธรรม ที่เปลี่ยนไป กลับทำให้คนที่มีความพอดีอยู่ไม่ได้ ...

Bad Lecturer...

posted on 16 Dec 2011 21:41 by mystery88  in TeachingDiary
แอบหนีเที่ยว ตปท. นั่งเครื่องที่มีจอมีหนังให้ดู นั่งดูเรื่อง Bad Teacher ดูๆไป มันก็ไม่เห็นจะ Bad อะไรมากมายตรงไหน แอบช่วยเด็กซะอีก (ส่วนนึงเพราะมีผลประโยชน์ล่อตาล่อใจ 5555+) เจอเราล่ะ Bad Lecturer ของจริงกว่ามั้ง ไม่สอนในสิ่งที่ตำรามี และไม่สอนสิ่งดีๆหลายๆอย่างที่มันไม่ได้ช่วยให้สู้คนอื่นได้ในชีวิตจริง
 
บางที คนที่คนทั่วไปเรียกว่าเป็นผู้ให้ความรู้ ก็ต้องทำทุกทางเพื่อให้มีกินมีใช้เหมือนกันละนะ อะไรที่ได้ผลประโยชน์มันก็เลี่ยงไม่ได้ มีทำชั่วบ้างไปตามที่คนอื่นเค้าทำ และสถานการณ์บังคับ อย่าลืมว่า มีเกียรติ แต่ข้าว ปลาอาหารเนี่ย ชั้นก็ยังต้องหากินเองอยู่นะ... เกียรติยศ ศักดิ์ศรีมันกินไม่ได้ และทำให้มีชีวิตรอดไม่ได้เว้ยยยยยย
 
มีหลายอย่างที่ตั้งใจว่าอยากลองทำ แต่ไม่รู้ว่าจะมีใครให้โอกาสแค่ไหน???
เพราะติด 2 อย่างคือ ทั้งเรื่องกายภาพของตัวเราเอง และสถานภาพปัจจุบันที่จะสร้างความขัดหู ขัดตา และขัดใจใครหลายๆคนในสั่งคมที่ยังมีความโบราณ และวัฒนธรรมดั้งเดิมที่ค่อนข้างแข็งแกร่งเหลือเกิน (พูดกันภาษาชาวบ้านก็คือ ติดภาพค่านิยมเก่าๆนั่นแหละวะ)
 
มีใครสนใจจะทำสารคดี... "อาจารย์ปากม๋า ที่ปรึกษาสุดแสบ" บ้างป่ะวะ เด่วแสดงนำหั้ยยยยย 5555+

Favourites

free counters